40 ยังแจ๋ว

 
40 ยังแจ๋ว

พูดกันว่า ผู้หญิงคิดเลขเก่งกว่าผู้ชาย แต่ถ้าเป็นเรื่องอายุแล้วละก็ ผู้หญิงนับไม่ถูกเลย คุยเรื่องอะไรก็ได้แต่ห้ามถามถึงอายุ อย่างที่รู้กันว่า ความแตกต่างทางกายภาพและฮอร์โมนเพศ ทำให้เด็กผู้หญิงโตเร็วกว่าเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน แต่ก็หยุดโตเร็วกว่าเช่นกัน พัฒนาการร่างกายช่วงวัยรุ่นจึงเปลี่ยนไปโตเพิ่มส่วนเว้าส่วนโค้งอื่นแทน ผู้หญิงยังเสียเปรียบผู้ชายหลายอย่าง โดยเฉพาะภาวะเจริญพันธุ์ ผู้หญิงมีประจำเดือนเร็ว โอกาสหมดประจำเดือนก็เร็วด้วยเหมือนกัน เนื่องจากตามธรรมชาติแล้วร่างกายของผู้หญิงมีระยะเวลาผลิตไข่ที่จำกัด ต่างจากเพศชาย ถึงอายุ 80 ปียังผลิตลูกได้ ผู้ชายอาจประกาศอย่างทระนงว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 แต่สำหรับผู้หญิงคงไม่มีใครกล้าประกาศว่า "ฉัน 40 แล้วยะ" แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเพศหญิงหรือชาย หรือเพศที่สาม พออายุย่าง 40 แล้ว เนื้อหนังเริ่มต้านแรงดึงดูดของโลกไม่ไหว คอยจะห้อยต่องแต่งอยู่เรื่อย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าให้ฟังว่า คนเราไม่ว่าชายหรือหญิง เมื่ออายุย่างเข้าขวบปีพออายุ 40 ผิวหนังจะเริ่มขาดความชุ่มชื่น และหย่อนยานตามแรงโน้มถ่วงของโลกกันแทบทุกคน โดยเฉพาะคนที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดต่อเนื่อง หรือกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะเป็นเวลานาน วิธีทดสอบด้วยตัวเองไม่ยากเลย เอานิ้วหัวแม่โป้งกับนิ้วชี้ดึงท้องแขน ดึงหลังมือ หรือเนื้อแก้ม มันฟ้องชัดเลย “แสงแดดมีรังสียูวี เอ บี และซี ถ้าโดนแดดบ่อย ผิวหนังผลิตเม็ดสีผิวที่ไม่เหมือนคนที่คอยหลบแดดเข้าร่ม มองเห็นเลยว่า สีผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ผู้มีใบหน้าและชีวิตดูอ่อนกว่าวัย วิธีการดูแลร่างกายไม่ให้แก่ถึงแม้วัย 40 จะมาเยือนสามารถทำได้แต่ต้องไม่ปล่อยให้สายเกินไป เรียกว่าต้องเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วัยรุ่น ไม่ใช่ตอนวัยทีนใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน กินเหล้าสูบบุหรี่ นอนดึก กินอาหารขยะ แต่อยากหน้าตาดูหนุ่มสาวอมตะตอน 40 ก็ฝันไปเถอะ เอาเป็นว่า หมอหนุ่มผิวดำขำแนะนำว่า ให้ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน ลดอาหารพวกแป้งและน้ำตาลขัดขาว เช่น ขนมปัง ข้าวขาว แต่เลือกกินอาหารดีมีประโยชน์ “พอเริ่มอ้วน ร่างกายเริ่มชอบสั่งสมไขมัน และเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อที่ฟิตให้หย่อนคล้อย โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยออกกำลังกายกระชับกล้ามเนื้อเลยตั้งแต่วัยหนุ่มสาวมีโอกาสหนังหย่อนคล้อยมากกว่าคนกลุ่มอื่น” หมอกฤษดา คอนเฟิร์ม อาหารที่ต้องงดด่วนคือ คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีจนขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะทุกชนิดโดยเฉพาะข้าวสวย และขนมปัง แต่ควรหันมานิยมกินเนื้อปลา ไข่ขาว อกไก่ เต้าหู้แข็ง กล้วยหอม ลูกเดือย ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพดต้มสุก กลอย ที่ขาดไม่ได้คือผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 5 กำมือ เพื่อช่วยระบบขับถ่ายทดแทน แต่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และยังเป็นประเทศส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก จะไม่ให้คนไทยกินข้าวก็กระไรอยู่ หมอเลยแนะนำว่า ควรปรับเป็น กินข้าวเหนียวข้าวกล้อง แทนข้าวขาวที่ผ่านการขัดสี เพราะร่างกายจะได้คุณประโยชน์มากกว่ากัน และหากต้องการลดไขมันสามารถกินข้าวโอ๊ต หรือข้าวเม่า วันละ 2 ถ้วยตวงหรือประมาณ 1 ขีดโดยแบ่งเป็นเช้า 1 ถ้วยเย็น 1 ถ้วยก็ได้ เนื้อปลาจะช่วยต้านอาการสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ส่วนผัก อาจเลือกกินคะน้า บล็อกโคลี ผักโขม กะหล่ำปลี เพราะมีสารต้านมะเร็งอยู่มาก แต่ไม่ควรหักโหมถึงขนาดกินเป็นเข่งๆ อย่างเดียว ควรเปลี่ยนให้หลากสีด้วยเดี๋ยวจะขาดสารอาหารชนิดอื่นได้ หมออายุรวัฒน์ยังพูดถึงอาหารประเภทหนึ่งที่เขาตั้งชื่อมันเสียเพราะพริ้งว่า อาหารร่าเริง หากคนเรากินอาหารดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ จะส่งผลให้ร่างกายสามารถรักษาระดับโกรทฮอร์โมน เอสโตรเจนและเทสโทรสเตอโรน หรือฮอร์โมนหนุ่มสาวให้คงอยู่ยั้งยืนยงยิ่งได้ยาวนานยิ่งขึ้น นพ.กฤษดา บอกอีกว่า คะน้า งาดำ กะปิ เป็นสิ่งที่สามารถเลือกกินทดแทนกันได้ เพราะมีแคลเซียมสูงไม่ต่างกัน แต่หากทำได้ ก็หางาดำมากินเล่นวันละ 5 ช้อนโต๊ะจะช่วยต้านโรคกระดูกพรุนได้อีกทางหนึ่ง ส่วนปลาทูก็เช่นกันกินประมาณ 2 ตัวก็ลดการกินน้ำมันตับปลาได้ถึง 3 เม็ดทีเดียว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนที่ต้องการคงความหนุ่มสาว คือ กาแฟ ชา แต่หากจำเป็นต้องกินก็ไม่ควรเกิน 2 ช้อนชาต่อวัน งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ส่วนอาหารเสริมแบบสังเคราะห์ที่ไม่ได้สกัดจากธรรมชาติแต่เป็นของแปรรูป สังเกตง่ายคือ กระปุกใหญ่ ราคาถูก แทนที่จะเป็นอาหารเสริมอาจกลายเป็นอาหารพิษต่อร่างกาย “อาหารเสริมพวกวิตามินอีสังเคราะห์ อาจเป็นสาเหตุการเกิดหรือกระตุ้นให้โรคหัวใจกำเริบ ส่วนวิตามินเอสังเคราะห์อาจนำไปสู่อาการไตวายได้ แคลเซียมราคาถูกก็มีโทษไม่แพ้กัน เพราะอาจมีการปนเปื้อนของสารโลหะหนักและเมื่อกินต่อเนื่องเป็นเวลานานจะนำมาสู่โรคนิ่วได้” นพ.กฤษดา เตือน วิธีการเลือกอาหารเสริมหากจำเป็นต้องกินจริงๆ ควรเลือกชนิดที่ทำมาจากธรรมชาติ และจับคู่ให้ถูก เช่น วิตามินเอกินคู่กับวิตามินบี แคลเซียมกินคู่กับแมกนีเซียม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารได้โดยไม่มีอุปสรรคอะไรมาปิดกั้น จะให้ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านก่อนจะกินดีที่สุด และไม่ควรฝากชีวิตไว้ที่อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว การออกกำลังกายสำคัญที่สุด ควรเลือกที่ถนัด เน้นกิจกรรมที่กระชับกล้ามเนื้อ และต้องทำอยู่เป็นประจำ เพื่อป้องกันการหย่อนยานของก้อนไขมันหรือกล้ามเนื้อตามแรงโน้มถ่วงโลก เช่น ยกดัมเบล ซิทอัพ หรือวิดพื้นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยเข้าฟิตเนตเสียรายปีให้สิ้นเปลืองสำหรับเศรษฐกิจเช่นนี้ “คนไหนที่ไม่มีเวลาจริงๆ อาจใช้เครื่องนับก้าวช่วย แล้วเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 หมื่นก้าว เท่านี้ก็สามารถทดแทนการออกกำลังกายระหว่างวันได้เช่นกัน แม้ร่างกายจะไม่ฟิตปึ๋งปั๋งมากนักก็ตาม นอกจากการดูแลเรื่องการกินแล้ว สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ สุขภาพจิตใจ จะต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงของร่างกาย ไม่คิดมากหรือเครียดจนเกินเหตุกับสิ่งที่ร่างกายเป็น หรือเกิดความเปลี่ยนแปลง เข้านอนให้ได้ช่วง 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้าเป็นประจำ คนที่นอนไม่หลับ หรือหลับไม่ลึกร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ หรือสารอะดีนาสคอร์ติซอล มีผลทำให้ร่างกายหนักอึ้งไม่สบายตัว และเป็นคนหงุดหงิดง่ายอารมณ์ไม่แจ่มใส และทำให้เป็นคนที่ง่วงเหงาหาวนอน หรือเป็นโรคอัลไซเมอร์ในเวลาต่อมาได้ โรคที่มักพบในคนวัย 40 มีมากในปัจจุบัน มีสารพัดโรคอาทิ โรคหัวใจ ซึมเศร้า มะเร็งทุกส่วนของร่างกาย กระดูกพรุน โดยมีการประมาณการว่าในปี 2563 จะมีคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นของสาเหตุการเสียชีวิตทีเดียว “วิธีดูแลตัวเองให้แข็งแรงจึงควรกินอาหารสดครบ 5 หมู่ นอนหลับในช่วงกลางคืนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานอย่างสมดุลนั่นเอง เพียงเท่านี้ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขกายสุขใจ หนุ่มและสาว แม้จะล่วงวัย 40 ก็ตาม”นพ.กฤษดา คอนเฟิร์ม (อีกที)



เมื่อ : 16 ก.พ. 52 19:08:32
ที่มา: http://www.healthcorners.com
โดย : porjai